หลายธุรกิจลงทุนทำเว็บไซต์เพื่อคาดหวังให้คนพิมพ์คีย์เวิร์ดค้นหาใน Google แล้วเจอเว็บไซต์ตนเอง ทั้งที่มีข้อมูลสินค้าและบริการครบ แต่ผ่านไปหลายเดือนกลับไม่มีคนเข้าชม หรือไม่มีลูกค้าติดต่อเข้ามาเลย หากคุณกำลังเจอปัญหา “ทำเว็บแล้วไม่มีคนเข้า” อยู่ บทความนี้ NextWise Plus จะช่วยแนะนำและไขข้อสงสัยเบื้องต้นให้ว่า “ทำไมลงทุนทำเว็บไซต์แล้ว แต่กลับไม่มีคนเข้าชม” และควรเริ่มตรวจสอบจากตรงไหนค่ะ
Table of Contents
ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่าเว็บไม่มีคนเข้าจริงหรือไม่
เริ่มจาก ต้องถามเจ้าของเว็บไซต์ก่อนว่าตรวจสอบจำนวนผู้เข้าชมผ่านเครื่องมืออะไร มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เราแนะนำให้ใช้เครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถืออย่าง Google Search Console จะสามารถตรวจสอบจำนวนคลิก (Click) และการแสดงผล (Impression) ได้ง่าย
นอกจากนี้ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหรือมีผู้เข้าชมจะเกี่ยวข้องกับการตั้งค่าเชิงเทคนิค (การปรับแต่งหลังบ้านและโครงสร้าง) ด้วย เช่น Sitemap, การตั้งค่าการจัดดัชนี (Index), ความเร็วเว็บไซต์ และอื่นๆ อีกมากมาย
หากคุณไม่ได้มีพื้นฐานด้านการปรับแต่งเว็บไซต์ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เราจะไม่ใช้คำพูดยากๆ ให้คุณอ่านแล้วปวดหัวแน่นอน เราจะมาค่อยๆ เรียนรู้และหาสาเหตุไปทีละขั้นตอนกันค่ะ
5 สาเหตุที่ทำเว็บไม่มีคนเข้า
หากลูกค้ามาปรึกษาเราด้วยปัญหา “ทำเว็บไซต์แล้ว แต่ไม่มีคนเข้า” เราจะตรวจสอบหาสาเหตุของปัญหาให้ลูกค้าอย่างละเอียด ทั้งในเชิงเทคนิคและคุณภาพของเนื้อหา โดยทั่วไปก็มักจะเจอสาเหตุเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง
1. เว็บไซต์ยังไม่ปรากฎบน Google
หมายความว่า ไม่ว่าคุณจะลงสินค้าหรือเนื้อหาบนเว็บไซต์จำนวนมากเพียงใด ลูกค้าก็ไม่สามารถค้นหาบน Google แล้วเจอเว็บไซต์ของคุณ หรือพูดง่ายๆ เว็บไซต์ของคุณไม่ถูกแสดงผลเวลาลูกค้าค้นหาผ่านคำถามหรือคีย์เวิร์ดต่างๆ นั่นเอง
หลายคนอาจคิดว่า…เป็นเพราะเนื้อหาไม่น่าสนใจพอหรือเปล่า ควรจะจ้างนักเขียนมาเขียนบทความให้ดีไหม เนื้อหาจะได้น่าสนใจและอ่านลื่นใหล สิ่งที่คุณคิดอยู่นี้ถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะการเขียนเนื้อหาให้น่าสนใจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้กูเกิ้ล “เลือก” ที่จะจัดดัชนีหรือไม่เท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเนื้อหานั้นตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ “หาคำตอบ” หรือ “แก้ปัญหา” ของลูกค้าได้หรือไม่ต่างหาก
เพราะหัวใจของการทำเว็บให้ติดหน้าแรกของ Google คือ การส่งมอบเนื้อหาและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน ควบคู่ไปกับการทำให้ระบบค้นหาของ Google เข้าใจเนื้อหานั้นได้ง่ายที่สุด
การเขียนเนื้อหาทั้งในหน้าสินค้า, บริการ และบทความ ให้ตรงกับ Seacrh Intent ของผู้ค้นหาก็มีความสำคัญ ในส่วนนี้จะอธิบายต่อในสาเหตุข้อถัดไป หรือสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการหา Seach Intent ได้จากบทความนี้เลยค่า
แล้วเราจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าเว็บไซต์ของเราปรากฏบน Google หรือไม่?
สามารถตรวจสอบได้ผ่าน Google Search Console โดยคัดลอก URL ของหน้าที่ต้องการตรวจสอบไปวางในช่องตรวจสอบ URL (URL Inspection) ระบบจะแสดงข้อมูลว่าหน้าเว็บไซต์นั้นได้รับการจัดทำดัชนีจาก Google แล้วหรือยัง และมีปัญหาอะไรที่ทำให้ไม่สามารถนำไปแสดงบนผลการค้นหาได้หรือไม่

การจัดทำดัชนี (Indexing) คืออะไร?
อธิบายง่าย ๆ คือ กระบวนการที่ Google นำข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และจัดเก็บไว้ในระบบค้นหา เพื่อให้สามารถนำหน้านั้นมาแสดงเป็นผลการค้นหาได้เมื่อมีคนค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
หากหน้าเว็บไซต์ยังไม่ได้รับการจัดทำดัชนี ก็จะไม่สามารถปรากฏในผลการค้นหาทั่วไปของ Google ได้ ดังนั้น การตรวจสอบ Indexing จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนแรกที่ควรทำเมื่อพบว่าเว็บไซต์ไม่มีคนเข้าชม
อย่างไรก็ตาม แม้เว็บไซต์จะได้รับการจัดทำดัชนีแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะติดอันดับสูงหรือมีคนคลิกเข้ามาทันที เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความเกี่ยวข้องของเนื้อหากับคำค้นหาและการแข่งขันในผลการค้นหา
2. เนื้อหาเว็บไซต์ไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าค้นหา
Search intent คือ เจนตนาหรือวัตถุประสงค์ของการพิมพ์ค้นหาของผู้ใช้งาน การที่ลูกค้าหรือผู้ใช้งานจะเสิร์ชหาอะไรสักอย่างบน Google เขาต้องมี “เจนตนา” บางอย่างก่อนเสมอ เช่น ต้องการหาความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ เช่น วิธีทำต้มยำกุ้ง, การตลาดคืออะไร, วิธีทำการตลาดงบน้อย เป็นต้น บางคนต้องการเปรียบเทียบข้อมูลหรือหารีวิวก่อนตัดสินใจซื้อ และบางคนอาจจะมีความตั้งใจที่จะซื้อหรือใช้บริการทันที สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า Search intent
ทีนี้พอเราเข้าใจเรื่อง Seach Intent แล้ว ก็ต้องเข้าใจว่า เนื้อหาในหน้าหลัก หน้าขายสินค้าหรือบริการ และบทความที่เขียนเนื้อหา ก็ต้องสอดคล้องกับ Seach intent ของลูกค้าด้วย
หากคุณเปิดอู่ซ่อมรถ สิ่งแรกที่ควรทำคือการทำความเข้าใจว่าลูกค้าของคุณมี Search Intent หรือจุดประสงค์ในการค้นหาแบบไหน
ตัวอย่างเช่น การเขียนบทความให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ หรือแชร์เคล็ดลับการดูแลรถ อาจช่วยดึงคนเข้ามาอ่านและเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เข้ามาจะต้องการใช้บริการซ่อมรถ เพราะบางคนอาจเพียงแค่ต้องการหาข้อมูลเท่านั้น
ในทางกลับกัน หากคุณสร้างหน้าเว็บไซต์ที่อธิบายบริการของอู่อย่างชัดเจน เช่น รับซ่อมรถประเภทไหน มีบริการอะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ และมีเงื่อนไขอย่างไร ก็มีโอกาสเข้าถึงคนที่กำลังมองหาอู่ซ่อมรถและพร้อมตัดสินใจใช้บริการมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อหน้าเว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหาที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม คำค้นหาเกี่ยวกับบริการซ่อมรถอาจมีการแข่งขันสูง จึงต้องวางแผนเลือกคำค้นหาให้เหมาะสมด้วย
ดังนั้น การเขียนบทความเพื่อเพิ่มผู้เข้าชม และการสร้างหน้าบริการเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจติดต่อ ควรทำควบคู่กัน เพราะทั้งสองส่วนมีหน้าที่ต่างกัน แต่สามารถช่วยสนับสนุนกันได้ ทั้งการสร้างการรับรู้ ทำให้ลูกค้ารู้จักธุรกิจมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้า
3.เว็บไซต์แสดงผลบน Google แต่มีคนคลิกน้อย
กลับมาที่เรื่อง Search Intent หรือจุดประสงค์ในการค้นหา เราต้องเข้าใจก่อนว่าคนที่เข้ามาอ่านบทความไม่ได้พร้อมซื้อสินค้าหรือใช้บริการทุกคน หากมองตามหลัก Marketing Funnel คนที่เข้ามาหาข้อมูลอาจยังอยู่ในช่วงทำความรู้จักหรือศึกษาทางเลือก ขณะที่คนค้นหาบริการโดยตรงอาจมีความพร้อมในการตัดสินใจมากกว่า
ดังนั้น การทำ SEO จึงไม่ควรเน้นแค่การเขียนบทความเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชม แต่ควรทำควบคู่กับหน้าสินค้าหรือหน้าบริการที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเข้าหากัน เช่น จากบทความให้ความรู้ไปยังหน้าบริการ เพื่อให้คนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและติดต่อใช้บริการต่อได้
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบ Title และ Meta Description ของแต่ละหน้าด้วยว่าอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน ตรงกับสิ่งที่คนค้นหา และน่าสนใจเพียงพอให้คลิกเข้ามาหรือไม่ เพราะข้อความที่แสดงบนหน้าผลการค้นหามีส่วนช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจว่าจะเลือกเข้าเว็บไซต์ไหน แม้ Google อาจปรับเปลี่ยนข้อความที่แสดงให้เหมาะกับคำค้นหาของผู้ใช้ก็ตาม
4.เว็บไซต์มีปัญหาด้านเทคนิค
บางครั้งเว็บไซต์มีเนื้อหาครบและตรงกับสิ่งที่ลูกค้าค้นหาแล้ว แต่กลับไม่มีคนเข้าชม อาจเป็นเพราะเว็บไซต์มีปัญหาด้านเทคนิคที่ทำให้ Google เข้าถึงหรือจัดเก็บหน้าเว็บไซต์ได้ไม่สมบูรณ์
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ตั้งค่า Noindex โดยไม่ตั้งใจ ทำให้ Google ไม่สามารถนำหน้านั้นไปแสดงในผลการค้นหา หรือบางหน้าเกิดข้อผิดพลาด 404 ทำให้ผู้เข้าชมไม่สามารถเปิดดูเนื้อหาได้ นอกจากนี้ เว็บไซต์ที่โหลดช้าหรือแสดงผลบนมือถือไม่เหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งานได้เช่นกัน
หากไม่แน่ใจว่าเว็บไซต์มีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ สามารถเริ่มตรวจสอบได้จาก Google Search Console ในรายงานการจัดทำดัชนีหน้าเว็บ (Page Indexing) เพื่อดูว่ามีหน้าใดที่ Google ยังไม่ได้จัดทำดัชนีและเกิดจากสาเหตุอะไร ก่อนนำข้อมูลไปแก้ไขให้ตรงจุด

5. เว็บไซต์ใหม่และยังไม่มีช่องทางพาคนเข้ามา
หากคุณเพิ่งเปิดเว็บไซต์ใหม่ ก็เป็นไปได้ว่า Google ยังไม่รู้จักเว็บไซต์ของคุณมากนัก หรือบางหน้าอาจยังไม่ถูกจัดเก็บในระบบค้นหา (Indexing) ทำให้ลูกค้ายังค้นหาเว็บไซต์ไม่เจอ อีกทั้งเว็บไซต์ใหม่มักมีเนื้อหาไม่มาก และอาจยังไม่มีอันดับที่ดีบน Google จึงต้องใช้เวลาในการปรับปรุงและเพิ่มโอกาสให้คนค้นพบเว็บไซต์
แต่ระหว่างที่รอให้เว็บไซต์เริ่มมีคนเข้าจาก Google คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพา SEO เพียงอย่างเดียว สามารถนำลิงก์เว็บไซต์ไปแชร์ผ่าน Facebook, TikTok, LINE OA หรือช่องทาง Social Media ที่ธุรกิจใช้อยู่ เพื่อให้ลูกค้ารู้จักและเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ควรเพิ่มเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ทั้งหน้าสินค้า หน้าบริการ และบทความที่ตอบคำถามของลูกค้า เพื่อให้เว็บไซต์มีข้อมูลครอบคลุมสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหา และเพิ่มโอกาสในการได้รับผู้เข้าชมจาก Google ในระยะยาว
อยากรู้ว่าเว็บไซต์มีปัญจากตรงไหน ต้องตรวจสอบอย่างไร?
หากเว็บไซต์ของคุณมีคนเข้าชมน้อย หรือแทบไม่มีคนเข้าเลย เราแนะนำให้เริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลก่อนว่า ปัญหาเกิดจากตรงไหน เพราะแต่ละเว็บไซต์อาจมีสาเหตุแตกต่างกัน บางเว็บไซต์ยังไม่ปรากฏบน Google บางเว็บไซต์มีคนเห็นแต่ไม่มีคนคลิก หรือบางแห่งมีผู้เข้าชมแล้วแต่กลับไม่มีลูกค้าติดต่อเข้ามา
คุณสามารถใช้ Google Search Console ช่วยตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น เพื่อดูว่าเว็บไซต์มีปัญหาในขั้นตอนไหน และนำข้อมูลที่ได้ไปวางแผนปรับปรุงให้ตรงจุด
สรุป เว็บไม่มีคนเข้า ควรตรวจสอบหาสาเหตุให้ตรงจุด
ทำเว็บไซต์แล้วไม่มีคนเข้า ไม่ใช่ปัญหาที่ควรปล่อยทิ้งไว้แล้วหวังว่าเดี๋ยวคนจะเข้ามาเอง เพราะการมีเว็บไซต์ไม่ได้หมายความว่า Google จะแสดงเว็บไซต์ของเราให้คนค้นหาเจอทันที
เราแนะนำให้เริ่มจากตรวจสอบข้อมูลใน Google Search Console ว่าเว็บไซต์ของคุณปรากฏบนผลการค้นหาหรือยัง จากนั้นลองดูว่าเนื้อหาตรงกับสิ่งที่ลูกค้าค้นหาหรือไม่ มีคนเห็นเว็บไซต์แต่ไม่คลิกเข้ามาหรือเปล่า รวมถึงตรวจสอบปัญหาทางเทคนิคที่อาจส่งผลต่อการเข้าถึงเว็บไซต์
หากเพิ่งเปิดเว็บไซต์ใหม่และยังมีเนื้อหาไม่มาก ก็อาจต้องใช้เวลาในการสร้างโอกาสให้คนค้นพบมากขึ้น ระหว่างนี้สามารถนำลิงก์เว็บไซต์ไปแชร์ผ่าน Facebook, LINE หรือช่องทาง Social Media ที่ธุรกิจใช้อยู่ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงเว็บไซต์ได้อีกทางหนึ่ง
เมื่อรู้แล้วว่าเว็บไซต์มีปัญหาตรงไหน ขั้นตอนต่อไปคือการปรับปรุงให้ถูกจุด สามารถอ่านต่อได้ที่ วิธีเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ สำหรับธุรกิจที่อยากได้ลูกค้าจาก Google เพื่อดูว่าควรเริ่มทำอะไรบ้าง
ไม่แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณค้นหาเจอบน Google หรือยัง?
ให้ NextWise Plus ช่วยตรวจสอบเบื้องต้นฟรี ว่าเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเว็บปรากฏบน Google หรือไม่ และมีจุดไหนที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อให้คุณรู้ว่าควรเริ่มปรับปรุงเว็บไซต์จากตรงไหน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจสอบเบื้องต้น


ใส่ความเห็น